Showing posts with label Atahualpa. Show all posts
Showing posts with label Atahualpa. Show all posts

Tuesday, March 10, 2020

ตำนาน ความเชื่อ และความจริง






ที่ผ่านมา หนังสือแทบทุกเล่มที่กล่าวถึงกาลอวสานของอารยธรรมต่างๆ ในทวีปอเมริกากลาง-อเมริกาใต้

 มักจะอ้างว่า ความเชื่อเรื่องการกลับมาของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ เป็นต้นเหตุแห่งความวิบัติหายนะทั้งปวง

ประเด็นนี้ ดูเหมือนจะเป็นความจริง เฉพาะกับอาณาจักรและนครรัฐเล็กๆ เท่านั้นครับ

เพราะอย่างกรณีของจักรวรรดิอัซเต็ค นักประวัติศาสตร์ก็กล่าวว่า อันที่จริงแล้ว จักรพรรดิมอคเตซูมาที่ 2 (Moctezuma II)  และชาวอัซเต็ค มิได้เห็นว่าชาวสเปนเป็นเทพเจ้า หรือสิ่งเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด




หากแต่เห็นว่า เป็นกลุ่มชนภายนอกที่มีอำนาจสูง อันเกิดจากเสื้อเกราะ อาวุธ และม้าที่พวกเขาไม่เคยเห็น เท่านั้นแหละครับ

นักประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง ฮิวจ์ โทมัส (Hugh Thomas) ยังได้เสริมว่า จริงๆ แล้ว จักรพรรดิมอคเตซูมาที่ 2 ยังทรงลังเลด้วยซ้ำไปว่า เอร์นัน กอร์เตซ (Hernán Cortéz) เป็นเทพเจ้าจริงๆ หรือเป็นทูตของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่อยู่ต่างแดนกันแน่

กรณีของจักรวรรดิอินคา ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อองค์ จักรพรรดิอตาฮวลปา (Atahualpa) แห่งอินคา ทรงได้รับการติดต่อจาก ฟรันซิสโก ปีซาร์โร (Francisco Pizarro) พระองค์ก็มิได้ทรงระลึกถึงตำนานการกลับมาของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ (ซึ่งชาวอินคานับถือในพระนามว่า วิราโคชา : Viracocha)

พระองค์เพียงแต่ทรงมีพระราชดำริว่า จะทรงใช้กลุ่มคนผิวขาวเหล่านี้ ไปช่วยปราบกบฏในเมืองหลวงของพระองค์

ในขณะที่นครรัฐอย่าง โชลูลา (Cholula) ที่ผูกพันทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับตำนานของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์นั้น ต้องพินาศลงเพราะความเชื่อดังกล่าว อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้

พวกเขาเข้าใจผิดจริงๆ ครับ ว่ากอร์เตซและทหารสเปนที่เดินทางมาถึงในปีค.ศ.1519 นั้นคือองค์จอมเทพและบริวาร จึงเชื้อเชิญเข้าสู่พระราชวัง และจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างเต็มที่ ขณะที่เหล่านักรบต่างปลดอาวุธของพวกตนอย่างมีความสุข รอดูว่าคนผิวขาวจะพูดอะไร




ผลก็คือ หลังจากอิ่มหมีพีมันกับอาหารรสเลิศ ทหารสเปนก็ฆ่าเจ้าภาพ และชนชั้นปกครองทุกคนในที่นั้นไปกว่า 1,000 คน โชลูลาถึงแก่กาลวิบัติ โดยไม่มีใครเข้าใจว่า พวกเขาทำอะไรผิด

เหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ เกิดขึ้นกับบ้านเล็กเมืองน้อยอื่นๆ ในอเมริกากลางด้วยเหมือนกันครับ

แต่ส่วนมากจะเกิดจากความลังเล เพราะเชื่อตำนานจนตัดสินใจไม่ถูก ทำให้มีเวลาน้อยเกินกว่าจะรับมือชาวสเปนได้

ซึ่งจะว่าไปแล้ว การที่พวกเขาไม่มีอาวุธที่ดีพอ ก็ไม่ถึงกับเป็นปัจจัยสำคัญหรอกครับ

ตัวอย่างเช่น กรณีของอัซเต็ค




ทันทีที่รู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร พวกเขาก็โต้กลับ ด้วยการฆ่าทหารสเปนได้กว่า 500 ศพภายในคืนเดียว โดยไม่ครณาต่ออาวุธอันทรงประสิทธิภาพ และเกราะเหล็กของทหารสเปนแม้แต่น้อย

จนนักประวัติศาสตร์มองว่า ความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุดของชาวอัซเต็ค เกิดจากโรคฝีดาษ ที่ชาวสเปนนำเข้าไปอย่างแท้จริง

มิฉะนั้น ก็คงเป็นการยากละครับ ที่สเปนจะพิชิตจักรวรรดิแห่งนักรบอย่างอัซเต็ค ด้วยทหารเพียงไม่กี่ร้อยนาย และพันธมิตรอย่างชาวทลักซคาลัน (Tlaxcalán) ซึ่งก่อนหน้านั้นก็พ่ายแพ้อัซเต็คมาตลอด




ส่วนอารยธรรมมายา ยิ่งไม่ได้รับผลอันใด จากความเชื่อเรื่องการกลับมาของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์

เพราะเมื่อพวกเขารับลัทธิบูชาพระองค์ (ในพระนามว่า กูกูลตัน : Kukulcán) จากชาวตอลเต็ค (Toltec) ตั้งแต่ ค.ศ.987 พวกเขาก็มีภาพจำเกี่ยวแก่พระองค์อยู่แล้วละครับ ว่าทรงเป็นชาวเม็กซิกัน ไม่ใช่ฝรั่งผิวขาวไว้หนวดเครา

ซึ่งเมื่อเผชิญหน้ากัน พวกเขาก็ได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถ และสมศักดิ์ศรี ก่อนจะเป็นฝ่ายปราชัยเหมือนอัซเต็ค




ดังนั้น จึงไม่ใช่ตำนานของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์หรอกครับ ที่เป็น “สูตรสำเร็จ” หรือต้นเหตุทั้งหมด สำหรับการล่มสลายของอารยธรรมต่างๆ ในอเมริกากลาง-อเมริกาใต้

ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ การล่าอาณานิคมของสเปน ที่ฝรั่งด้วยกันจงใจหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง

แต่ผมคิดว่า ต้นเหตุที่แท้จริงที่สุด คือ ภูมิภาคที่อารยธรรมเหล่านั้น ก่อเกิดขึ้นมา

นั่นก็คือ ชะตากรรมที่พวกเขาได้รับ เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทางการค้าเหมือนชาวเอเชีย

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็ไทยเรานี่แหละครับ

จะเห็นว่า อารยธรรมอัซเต็คและอินคา ล้วนแต่เจริญขึ้นมาในยุคสมัยเดียวกับกรุงศรีอยุธยา และปัตตานีของเรา

และการเผชิญหน้ากับฝรั่งตะวันตกเป็นครั้งแรก ก็อยู่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน

แต่อยุธยา และปัตตานีของเรา ก่อเกิดในเส้นทางการค้าระหว่างหลายๆ ชนชาติ ทั้งทางตะวันออกและตะวันตกมานับพันปี ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ศิลปวิทยา และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากชนชาติเหล่านั้นมานาน จนไม่ใช่เรื่องแปลก

พอถึงยุคที่ฝรั่งมาเยือน เราจึงมีแทบทุกอย่างที่ฝรั่งมี และมีแม้กระทั่งทหารรับจ้างที่เป็นฝรั่ง

ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ชาวมายา อัซเต็ค และอินคา ไม่มีอาวุธ หรือเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำด้วยเหล็กหรือสำริด ไม่รู้จักแม้กระทั่งการใช้ม้า หรือพาหนะที่มีล้อ




และการที่เราเป็นเมืองท่าสำคัญ มีหลายสิบชนชาติแวะเวียนติดต่อค้าขาย รวมทั้งเรียนรู้ศิลปวิทยาจากภายนอกได้เร็ว ก็ทำให้เราได้พบเจอกับฝรั่งที่สนใจแต่เรื่องการพาณิชย์ อย่างโปรตุเกสและฮอลันดา

ไม่ใช่ฝรั่งโฉดที่ “บ้าทองยังกับหมู” (สำนวนอินคา) อย่างสเปน

จึงสรุปได้ว่า ไม่ใช่ “ความเชื่อ” หรอกครับ ที่ทำให้อารยธรรมในอเมริกากลาง-อเมริกาใต้มีจุดจบที่น่าเศร้า

แต่เป็น “ความรู้” และ “ประสบการณ์” นั่นเอง


...................................


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


Saturday, March 7, 2020

อวสานของจักรวรรดิอินคา






ฟรันซิสโก ปีซาร์โร (Francisco Pizarro) เป็นนักสำรวจที่มีประสบการณ์สูง แม้จะเกิดมาในครอบครัวของคนเลี้ยงหมู แต่ก็สร้างเครดิตจากการเข้าร่วมคณะสำรวจของรัฐบาลสเปน  เดินทางไปยังโคลัมเบีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

หลังจากได้ยินคำเล่าลือ เกี่ยวกับความมั่งคั่งของอเมริกาใต้ เขาจึงได้จัดตั้งคณะสำรวจของตัวเอง ออกเดินทางจากปานามาในอเมริกากลาง ไปยังชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ เมื่อกลับไปปานามา จึงได้เสนอแผนการยึดครองอเมริกาใต้ แต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธ

ปิซาร์โรจึงต้องกลับไปสเปน เพื่อขอความอนุเคราะห์จาก จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 พอดีกับที่ เอร์นัน กอร์เตซ (Hernán Cortéz) เพิ่งพิชิตจักรวรรดิอัซเต็คได้สำเร็จ และนำความมั่งคั่งอย่างมากมายสู่สเปน จักรพรรดิคาร์ลจึงทรงอนุญาตให้เขานำคณะสำรวจ และกองทหารไปยึดครองดินแดนในทวีปอเมริกาใต้ได้

ในปีค.ศ.1531 เรือของปิซาร์โรก็เดินทางถึงดินแดนซึ่งทุกวันนี้อยู่ในรัฐทูมเบส (Tumbes) ของเปรู เขานำคณะสำรวจ กองทหารม้า 63 นาย และทหารราบ 180 นาย เดินทางไปยังเทือกเขาแอนดีส จนถึง นครคาชามาร์คา (Cajamarca) แห่งจักรวรรดิอินคา ในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ.1532 




ซึ่งขณะนั้น องค์ จักรพรรดิอตาฮวลปา (Atahualpa) แห่งอินคากำลังประทับพักผ่อนที่บ่อน้ำร้อน หลังจากที่เพิ่งทรงนำกองกำลังทหารกว่า 30,000 นายชนะศึกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิอินคา และเตรียมจะกลับไปยังคูซโค เพื่อปราบปราม เจ้าชายฮัวสคาร์ (Huascar) พระเชษฐาต่างมารดา ซึ่งฉวยโอกาสที่พระองค์ไม่อยู่ ก่อกบฏยึดอำนาจเอาไว้


ปิซาร์โรจึงคิดแผนการอันชั่วร้ายขึ้น และทูลเชิญองค์จักรพรรดิอตาฮวลปาให้เสด็จเข้าร่วมร่วมงานเลี้ยง ที่เขาจะจัดขึ้น ณ จัตุรัสคาชามาร์คา เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี

องค์จักรพรรดิแห่งอินคาก็ทรงยินดีครับ

พระองค์ทรงมีพระดำริว่า ไม่มีอะไรจะต้องกลัว ถ้าหากกลุ่มคนผิวขาวไว้หนวดเคราที่มีกำลังแค่ไม่ถึง 300 คน จะคิดไม่ซื่อขึ้นมา

นั่นก็เพราะพระองค์ยังไม่เคยเห็นประสิทธิภาพของปืนใหญ่ ปืนคาบศิลา และดาบที่พวกเขานำมาด้วยไงครับ

แต่แท้จริงนั้น ปิซาร์โรได้วางแผนโจมตีไว้แล้ว เขาซ่อนปืนใหญ่ไว้อย่างแนบเนียน ในสถานที่ที่จะจัดงาน

และเมื่อองค์จักรพรรดิ ที่คุ้มกันโดยทหารรักษาพระองค์ 4,000 นายมาถึง เขาก็ให้บาทหลวงเข้าเฝ้ารับเสด็จ และทูลว่า จุดประสงค์ของการมาที่นี่ก็เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์แด่พระองค์และชาวอินคา

จักรพรรดิอตาฮวลปาได้สดับเช่นนั้น ก็ทรงกริ้ว และเขวี้ยงคัมภีร์ไบเบิลลงบนพื้น




ปิซาร์โรสั่งโจมตีทันที ทหารม้า 63 คน และทหารราบสเปน 180 คน เข่นฆ่าทหารอินคา 4,000 คนด้วยสรรพอาวุธ ซึ่งสร้างความตระหนกและสับสน แก่จักรพรรดิอตาฮวลปา และทหารอินคา จนองค์จักรพรรดิไม่มีโอกาส แม้แต่จะทรงมีพระบัญชาให้นักรบของพระองค์ทำสิ่งใดได้แม้สักอย่างเดียว

ผลคือ ภายในครึ่งชั่วโมง ทหารอินคาเกือบ 4,000 ศพ ตายเกลื่อนจัตุรัสคาชามาร์คา ในขณะที่ทหารสเปนไม่เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว




จักรพรรดิอตาฮวลปาถูกจับกุมอย่างง่ายดาย และคุมขังไว้ในจวนของอดีตข้าหลวงอินคาแห่งคาชามาร์คา ซึ่งภายในนั้นมีทองคำ และอัญมณีเลอค่าอยู่จำนวนหนึ่ง

เมื่อเห็นว่า พวกสเปนสนใจสิ่งเหล่านั้น จักรพรรดิอตาฮวลปาจึงทรงเสนอทรัพย์สมบัติของจักรวรรดิอินคา แลกกับการไถ่พระองค์ ด้วยการเติมห้องขนาดยาว 25 ฟุต กว้าง 15 ฟุต สูง 5 ฟุตในพระราชวังที่คูซโค ให้เต็มด้วยทองคำ

ปิซาร์โรตาลุกวาวทันทีครับ

เขาจึงคุมองค์จักรพรรดิอตาอวลปา แสร้งทำเป็นเข้าร่วมกับพระองค์ นำกองทัพอินคากลับไปยึดเมืองคุซโคคืนจากเจ้าชายฮัวสคาร์ โดยทหารอินคาส่วนใหญ่ รวมทั้งขุนนางที่จงรักภักดี ไม่ทราบว่าพระองค์ได้กลายเป็นตัวประกันของชาวสเปนเสียแล้ว

เพราะเมื่อได้ราชบัลลังค์คืนแล้ว ปิซาร์โรก็ยินยอมให้องค์จักรพรรดิประทับในพระราชวังร่วมกับมเหสี โอรส-ธิดา และเสด็จไปบวงสรวงองค์สุริยเทพได้ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เสด็จกลับจากสงคราม

แต่เมื่อได้ทองคำตามที่ตกลงกันไว้แล้ว พวกสเปนก็ยังไม่มีทีท่าว่า จะถวายคืนพระราชอำนาจแต่อย่างใด




และในที่สุด ปิซาร์โรก็สั่งประหารจักรพรรดิอตาฮวลปา

วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1533 จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งจักรวรรดิอินคา ต้องทรงเลือกว่าจะสิ้นพระชนม์ด้วยวิธีการเผาทั้งเป็น หรือ รัดพระศอด้วยปลอกเหล็ก ตามวิถีของชาวสเปน

ชาวอินคานั้นมีความเชื่ออยู่ว่า การรักษาศพคนตายไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด จะทำให้วิญญาณกลับสู่ร่างเดิม และเกิดใหม่ได้ จักรพรรดิอตาอวลปาจึงทรงเลือกที่จะถูกปลอกเหล็กรัดพระศอ จนขาดอากาศหายใจ

พระชนม์ชีพของจักรพรรดิที่แท้จริงองค์สุดท้ายของอินคา ก็ถึงจุดจบ




แล้วปิซาร์โรจึงแต่งตั้ง เจ้าชายทูปัคฮวลปา (Tupakhualpa) พระอนุชาของฮัวสคาร์ ให้เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งอินคา เพื่อเป็นหุ่นเชิด ให้ชาวอินคาเชื่อว่ายังคงถูกปกครองโดยชาวอินคาด้วยกันเองอยู่

จากนั้น ปิซาร์โรก็เดินหน้ารวบรวมทองคำ และทรัพย์สมบัติที่ยังเหลืออยู่ในท้องพระคลัง จนกระทั่ง เจ้าชายมันโค อินคา (Manco Inca) ทำรัฐประหาร โดยลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิทูปัคฮวลปา และปลุกระดมชาวอินคาให้ต่อต้านสเปน แต่ก็จบลงด้วยความปราชัยในที่สุด

ปิซาร์โรแต่งตั้งเจ้าชายองค์อื่นที่เหลืออยู่ เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิด ปกครองจักรวรรดิอินคาภายใต้อำนาจของสเปนต่อไป และปราบปรามชาวอินคาที่เป็นเสี้ยนหนามจนหมดสิ้น

 เขาเดินหน้าพิชิตชนเผ่าต่างๆ ในอเมริกาใต้ต่อไป ด้วยความหวังว่า จะนำความมั่งคั่งร่ำรวยกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน และรับเกียรติยศอันสูงสุดในฐานะ ผู้ปกครองเขตอุปราชแห่งเปรู (Viceroyalty of Peru) 

แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นหรอกครับ




เพราะเมื่อจัดแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว ชาวสเปนก็สู้รบกันเอง จนเกิดสงครามกลางเมืองอย่างต่อเนื่องยาวนาน กระทั่งตัวปิซาร์โรเองถูกฆ่าตายในปีค.ศ.1541 ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้ปกครองเขตอุปราชแห่งเปรูตามที่คาดหวัง

ส่วนในดินแดนที่เคยเป็นจักรวรรดิอินคาทั้งหมดนั้น สเปนก็จัดการทำลายวัฒนธรรม และศาสนาเดิม บังคับให้ชนพื้นเมืองเข้ารีต เช่นเดียวกับที่กระทำต่อชาวอัซเต็ค และอารยธรรมอื่นๆ ในทวีปอเมริกากลาง

ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่งคั่งของจักรวรรดิอินคาในอดีตจึงสูญสิ้น เหลือเพียงตำนานที่เล่าขานกันอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น

...................................


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด