Showing posts with label Cuzco. Show all posts
Showing posts with label Cuzco. Show all posts

Friday, April 17, 2020

เทวปฏิมา ของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์





ใครที่ติดตามบล็อกนี้มาตลอด คงจะได้เห็นกันแล้วนะครับ ว่าเทวะปฏิมาของ จอมเทพเควตซัลโคอาทล์ (Quetzalcoatl) ส่วนมากจะปรากฏในรูปแบบของพญางูขนนก ที่ทำเป็นรูปมนุษย์นั้นมีน้อยมาก

และในความเป็นจริง ประติมานวิทยาของพระองค์ ก็มีอยู่เพียง 2 รูปแบบหลักๆ นี้เท่านั้นละครับ

เพียงแต่ว่าจะมีรูปลักษณ์ และรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ และวัฒนธรรมที่บูชาพระองค์

ซึ่งเราก็พอจะรวบรวมมาได้ดังต่อไปนี้

 1. วัฒนธรรมโอลเม็ค (Olmec)

 เป็นภาพแกะสลักแบบนูนสูงบนก้อนหิน ซึ่งได้มาจากแหล่งโบราณคดีที่ ลา เบนตา (La Venta) ในเม็กซิโก แสดงถึงกษัตริย์ หรือชนชั้นสูงพี่กำลังนั่งอยู่ในสิ่งก่อสร้าง หรือยานพาหนะอะไรสักอย่างหนึ่ง




ปริศนาของภาพนี้จึงมีอยู่หลายอย่างครับ

อย่างแรกที่สุด คือความไม่แน่ใจของนักโบราณคดี ว่าจะเป็นภาพของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์จริงหรือไม่?

ด้วยว่าภาพนี้มีอายุเก่าไปถึง 900 ปีก่อนคริสตกาล เก่ายิ่งกว่าหลักฐานที่เราแน่ใจว่าเป็นหลักฐานที่เก่าที่สุดของพระองค์ ที่ นครเตโอติวาคัน (Teotihuacan) เสียอีก

วัตถุอันเป็นที่ประทับของพระองค์ แม้จะพอคาดเดาได้ว่า อาจจะเป็นเทวบัลลังก์ ซึ่งด้านบนทำเป็นเศียรพญางู เป็นการสื่อความหมายว่าทรงเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับงูใหญ่ หรืออาจจะหมายความว่า งูใหญ่นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของพระองค์

แต่ที่อธิบายกันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ก็คือ พระองค์กำลังทำอะไรอยู่?

และเมื่อใดก็ตาม ที่วงการโบราณคดีตกลงใจร่วมกัน ว่าภาพแกะสลักนี้เป็นของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ มันก็จะมิได้เป็นเพียงหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของลัทธิการบูชาจอมเทพองค์นี้เท่านั้น ยังเป็นการยืนยันว่า ประติมานวิทยาของพระองค์ที่ทำเป็นรูปมนุษย์นั้น มีมาก่อนรูปของพญางูขนนกด้วย

2. วัฒนธรรมมายา (Maya)

ในบทความ https://quetzalcoatlpath.blogspot.com/2020/02/blog-post_18.html เราได้ทราบกันมาแล้วว่า ชาวมายามิได้นับถือบูชาจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ จนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 10  ซึ่งเป็นอารยธรรมมายาในยุคใหม่ ที่แต่ละนครรัฐมิได้มีอายุยืนยาวเกินกว่า 300 ปี

ดังนั้น แม้จะนับถือพระองค์เป็นเทพองค์สำคัญ ก็มิได้มีการสร้างเทวรูป หรือประติมากรรมใดๆ เกี่ยวแก่พระองค์ไว้มากนัก




ที่พอจะหาดูได้ง่ายที่สุด คือประติมากรรมมากรรมเศียรพญางูขนนก ซึ่งทำไว้กำกับสองข้างของเชิงบันไดทางขึ้นสู่ปราสาทหินอันมีชื่อเสียงที่สุดของพระองค์ ที่เรียกกันในภาษาสเปนว่า เอล คาสตินโญ (El Castillo) ที่ นครชิเชน อิตซา (Chichén Itzá) เม็กซิโก

เศียรพญาหูขนนกแถวนี้ ก็คือสัญลักษณ์ของพระองค์ ที่มีพระนามในภาษามายันว่า จอมเทพกูกูลคัน (Kukulkán) ซึ่งไม่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม หรือโดดเด่นมากนัก แม้จะเป็นส่วนประกอบของเทวสถานที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกากลางก็ตาม

ส่วนเทวรูปที่สำคัญที่สุดของพระองค์ ซึ่งควรจะประดิษฐานภายในหอเทวาลัยชั้นบนสุดนั้น ได้สูญหายไปนานแล้ว




ความจริง เทวปฎิมาของพระองค์ในรูปมนุษย์ก็มีอยู่บ้าง เช่นที่ ตูลุม (Tulum) เม็กซิโก แต่ก็เป็นศิลปะมายันในยคเสื่อมแล้ว และไม่มีคุณลักษณะที่น่าสนใจใดๆ

 3. วัฒนธรรมอัซเต็ค (Aztec)

พวกเขานับเป็นชนชาติที่มีชื่อเสียงที่สุด ในลัทธิการบูชาจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ และเป็นอารยธรรมลำดับท้ายที่สุดในอเมริกากลาง ที่สืบทอดลัทธิศาสนาดังกล่าวนี้ไว้ด้วย

โดยแม้ว่าจะเป็นคติความเชื่อที่ได้รับมาจากชาวตอลเต็ค (Toltec) แต่เทววิทยาของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์แทบทั้งหมดที่พวกเรารู้จักกัน ล้วนได้มาจากบันทึกของชาวอัซเต็ค




ประติมานวิทยาของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ ในศิลปะของชนชาตินี้นั้น มีทั้งที่เป็นรูปมนุษย์ และรูปพญางูขนนก แม้ว่าแบบหลังจะเป็นที่รู้จักกันมากกว่าก็ตาม แต่เทวปฏิ,kที่เป็นรูปมนุษย์นั้น ก็ทำได้อย่างสวยงามยิ่งกว่าเทพเจ้าองค์ใดในศิลปะของชาวอัซเต็ค และจะพูดว่างามที่สุดในศิลปะอเมริกากลางทั้งปวง ก็เห็นจะไม่เกินความจริงนัก

ในเอกสารโบราณของชาวอัซเต็ค มีภาพวาดของพระองค์ที่เป็นรูปมนุษย์เช่นเดียวกับเทพอื่นๆ แต่เรายังไม่เคยค้นพบรูปภาพเช่นนี้ ที่ทำเป็นประติมากรรมหรือเทวรูปใดๆ จึงเชื่อกันว่าถ้าขะเคยมีอยู่ ก็คงถูกชาวสเปนทำลายเสียหมดแล้วก็ได้

ส่วนเศียรพญางูขนนก ณ เทวสถานของพระองค์ ในนครเตโอติวาคัน อันเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดนั้น เคยมีผู้วิจารณ์ว่าดูเหมือนกับหัวจระเข้มากกว่าหัวงูใหญ่ และตามความนิยมในประติมานวิทยาอัซเต็ค ก็มักจะทำเพียงรูปพระเศียรดังกล่าวนี้ยื่นออกมาจากผนัง โดยมีแผงคอเป็นรูปขนนก

และเราจะไม่เห็นรูปลักษณ์เช่นนี้ในศิลปะอัซเต็คโบราณ ที่ทำอย่างเต็มองค์เลย เว้นแต่ที่เป็นภาพวาดในเอกสารต่างๆ เท่านั้น

การที่ชาวเม็กซิกันโบราณทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นมายา หรืออัซเต็ค เรียกจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ว่าพญางูขนนก ก็เพราะขนนกงั้นสื่อความหมายถึงนก หรือสิ่งที่โบยบินไปได้ในอากาศ และจอมเทพองค์นี้ ก็คือพญางูที่เหาะเหินเดินอากาศได้ เหมือนพญามังกรของจีนนั่นเอง




ดังนั้น รูปวาดของพระองค์เท่าที่ยังมีเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นรูปพญางูที่มีขนนกตลอดทั้งตัว มิใช่มีอยู่แต่เฉพาะแผงคอเท่านั้น แต่ชาวอัซเต็คก็ไม่นิยมทำ เพราะ design ให้สวยได้ยาก

ปัจจุบัน เศียรพญางูขนนกนี้ได้กลายเป็นรูปแบบของเครื่องราง หรือวัตถุมงคลของพระองค์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด แม้จะมีศิลปินร่วมสมัยหลายท่านที่พยายามนำเสนอพญางูขนนกทั้งตัวออกสู่ท้องตลาดก็ตาม

4. วัฒนธรรมอินคา (Inca)

ชาวอินคานั้นนับถือจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ ในพระนามว่า จอมเทพวิราโคชา (Viracocha) และมีเทวรูปของจอมเทพองค์นี้ทั้งที่เป็นประติมากรรมทองคำชิ้นเล็กๆ และภาพแกะสลักที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากชนชาติอื่นเป็นอย่างมาก

นั่นคือ ล้วนแต่ทำเป็นรูปมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่มีความนิยมในประติมานวิทยาที่เป็นพญางูขนนก  แม้ว่าพวกเขาจะได้รับคติการบูชาพระองค์มาจากลัทธิศาสนาเม็กซิกัน ที่ชื่นชอบพญางูขนนกก็ตาม




ประติมากรรมทองคำของจอมเทพวิราโคชา ในศิลปะอินคานั้น มีรูปลักษณ์ที่ดูป่าเถื่อนเช่นเดียวกับศิลปะมายา ในขณะเดียวกันก็มีพระพักตร์ที่ดูคล้ายกับศิลปะจีนโบราณ ซึ่งแม้ว่าจะไม่สวยงามเมื่อเทียบกับเทวปฏิมาทองคำของเทพอินคาองค์อื่น แต่ก็นับว่าเป็นศิลปวัตถุที่มีมูลค่ามากที่สุดของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์ เท่าที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนภาพแกะสลักที่เก่าที่สุดของจอมเทพวิราโคชานั้น คือ พระพักตร์ของพระองค์บนทับหลัง ประตูสุริยัน (Gate of The Sun) ที่ ติอาวานาโค (Tiahuanaco) หรือ ตินาวากุ (Tiwanaku)




และต่อมา เทวรูปนูนสูงของพระองค์ที่ทำพระวรกายเต็มองค์ ก็มีให้เห็นในแหล่งโบราณคดีอินคาหลายแห่ง ซึ่งทำได้อย่างสวยงาม และน่าสนใจกว่าเทวปฏิมาของพระองค์ในทุกๆ วัฒนธรรมที่กล่าวมาแล้ว

เพราะแต่ละองค์ล้วนมีรูปลักษณ์ รายละเอียด และองค์ประกอบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาพบนสุดของบทความนี้ หรือภาพแกะสลักหินใน นครคูซโค (Cuzco) ด้านล่าง จนถ้ามิใช่ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงแล้ว ก็ยากที่จะบอกได้ว่าเป็นของเทพองค์เดียวกัน




และท้งหมดก็อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นเทวปฏิมาในรูปมนุษย์ที่น่าประทับใจที่สุดอีกแบบหนึ่ง ของจอมเทพเควตซัลโคอาทล์

ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวตะวันตกโดยทั่วไป มากกว่า สุริยเทพอินติ เรย์มี (Inti Raymi) ซึ่งเป็นเทพคู่อารยธรรมอินคาเสียอีก

...................................

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

Saturday, March 7, 2020

จักรวรรดือินคา






ชนชาติอินคา (Inca) อพยพมาตั้งหลักแหล่งบนเทือกเขาแอนดิส (Andes) ในทวีปอเมริกาใต้ ณ ดินแดนซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเปรูและโบลิเวีย เมื่อประมาณค.ศ.1000

โดยมี นครคูซโค (Cuzco) ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,500 เมตรเป็นศูนย์กลาง

นับเป็นเรื่องแปลกครับ ที่อาณาจักรนี้ตั้งอยู่ในเขตที่มีลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งในโลกของเรา มีดินแดนที่เหมาะสมเช่นนี้เพียงสองสามแห่งเท่านั้น

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ชาวอินคา สืบเชื้อสายมาจากชาวอินโด-อารยันโบราณ ขณะที่นักมานุษยวิทยาบางท่านได้ระบุว่า อาจสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเควชัว (Quechua) ที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงทางภาคใต้นั้นเอง

ในช่วงแรก ชาวอินคาปกครองเพียงนครคูซโคเท่านั้น แต่ต่อมาก็ขยายอิทธิพลครอบคลุมชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ออกไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 15 อาณาจักรอินคาได้ขยายพรมแดนกว้างไกลไปจนถึงดินแดนแถบชายฝั่งทะเล และจากเขตเอกวาดอร์ไปจนถึงลุ่มแม่น้ำมอลในชิลี ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,950,000 ตารางกิโลเมตร

ชาวอินคาเรียกชื่อจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ว่า เตฮวนตินซูยู (Tehuantinsuyu) หมายถึง มหาอาณาจักรแห่งโลก

อินคามีอารยธรรมอันสูงส่ง ที่เป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าแถบอเมริกาใต้มานานนับพันๆ ปีคือ รูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมครับ





โดยการแบ่งชนชั้นของอินคา นับว่าเป็นระบบที่จัดลำดับไว้ดีมาก ชาวอินคาทุกคน นับตั้งแต่จักรพรรดิ ลงมาจนถึงบุคคลชั้นต่ำ ชาวไร่ชาวนา จะรู้จักตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ทั้งในการปรับตัว และการทำงานตามภาระหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ และมีอิสระเสรี ระดับชนชั้นมีดังนี้ :

1. จักรพรรดิ และอัครมเหสี

2. นักบวชชั้นสูงสุดและผู้บัญชาการกองทัพสูงสุด

3. ผู้บริหารระดับสูงทั้งสี่ เรียกว่า เอ-ปัซ

4. ผู้บริหารชั้นพิเศษ เช่น กลุ่มคณะลูกขุน กลุ่มสถาปนิก

5. ช่างฝีมือ ช่างโลหะ ช่างไม้ นักดนตรี ศิลปิน

6. ประชาชนทั่วไป

จักรวรรดิอินคายังเป็นที่โจษขานถึงความร่ำรวย จากปริมาณการผลิตทองคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำความวิบัติหายนะ มาสู่พวกเขาโดยแท้

แทบไม่น่าเชื่อว่า ชาวอินคารู้จักวิธีถลุงแร่ทองคำขึ้นมาใช้ ถึงกับมีเหมืองทองคำหลายแห่ง เหมืองเหล่านี้สามารถลำเลียงทองคำส่งไปยังคูซโคปีละ 7000,000 ออนซ์เลยทีเดียว

ทองคำเหล่านี้ ได้ใช้ทำเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องราชูปโภค ตลอดจนตกแต่งภายในพระราชวังอย่างหรูหรา

อีกทั้งภายหลังจักรพรรดิแต่ละองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ยังมีการหล่อพระรูปทองคำขนาดเท่าพระองค์จริง สำหรับให้ประชาชนสักการบูชากันด้วย




เมื่อครั้งถูกสเปนพิชิต และจักรพรรดิขณะนั้นทรงถูกจับเป็นเชลย พระองค์ได้เสนอมอบสมบัติที่เป็นทองคำทั้งหมด บรรจุภายในห้องขนาดยาว 25 ฟุต กว้าง 15 ฟุต สูง 5 ฟุต เป็นค่าไถ่พระองค์ เล่ากันว่า สมบัติเหล่านั้นมีมูลค่ามากกว่า 13,000,000 เปโซ

ความมั่งคั่งร่ำรวยของจักรวรรดิอินคา มิได้มีอยู่แต่เฉพาะเรื่องของทองคำเท่านั้น แต่ยังเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่เลี้ยงตนเองได้อย่างพอเพียง โดยชาวอินคาที่อาศัยบนที่ราบสูง จะเลี้ยงสัตว์และทำการเพาะปลูกแบบขั้นบันได โดยมีระบบชลประทานที่ก้าวหน้ากว่าอีกหลายๆ ชนชาติในโลกนี้ ที่ทำการเพาะปลูกแบบเดียวกัน

ขณะที่ในแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอนที่เป็นป่าทึบ และฝนตกหนัก ก็มักได้ผลผลิตเป็นผลไม้ หนังสัตว์ และขนนก ส่วนด้านชายฝั่งทะเลทำการประมง




ซึ่งเมื่อนำมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างเมืองต่างๆ รวมทั้งส่งเป็นเครื่องราชบรรณาการไปยังคุซโค ให้ชนชั้นสูงที่นั่นได้กินใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยแล้ว ก็ยังต้องกล่าวว่า “คนจนเป็นสิ่งที่หายากในจักรวรรดิอินคา

ส่วนความเจริญในด้านภูมิปัญญานั้น แม้อารยธรรมอินคาจะไม่มีการใช้ตัวอักษร แต่พวกเขาก็ใช้เชือกผูกเป็นปม และย้อมสีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ แทนภาษาพูดและภาษาเขียนที่สื่อสารระหว่างกัน เป็นกระบวนการบันทึกความจำที่ไม่ซ้ำแบบใครในโลกนี้ เรียกว่า ควีปู (Quipu)

วิธีเช่นนี้ยังใช้รวมไปถึงการนับ ซึ่งมีทั้งสัญลักษณ์แทนเลขศูนย์ จนกระทั่งนับถึงเลขจำนวนพัน โดยเอาเลข 10 เป็นพื้นฐานอีกด้วย

ความเจริญรุ่งเรืองของอินคา ยังรวมไปถึงด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และวิศวกรรมโยธา เป็นต้น

เมืองขนาดใหญ่แทบทุกเมือง มักจะมีผังเมืองคล้ายคลึงกัน นั่นคือ จะต้องมีวังที่ประทับสำหรับกษัตริย์หรือจักรพรรดิทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้วังที่ประทับ มักจะเป็นบริเวณที่พักของนางห้าม ซึ่งเป็นเขตลับตา และที่พักของผู้ว่าการประจำเมือง มีถนนหนทางหลักตัดออกไปทางทิศเหนือ และทิศใต้จะมีจุดรับข่าวสารควีปู




ใจกลางเมืองมักจะเป็นลานกว้าง รอบบริเวณด้านทิศต่างๆ จะเป็นศูนย์บริหารราชการด้านต่างๆ ส่วนด้านตะวันตกเฉียงใต้ จะมีบริเวณที่สร้างอาคารเก็บเสบียงอาหารไว้บริโภคตลอดปี ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มีเขตที่พักของบรรดาช่างฝีมือเพื่อผลิตงานตามพระบัญชาขององค์จักรพรรดิ และสำหรับใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา

ชาวอินคารู้จักทำถนน ซึ่งวางระบบในการเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ภายในราชอาณาจักรได้เป็นอย่างดีเยี่ยม จนได้รับการยกย่องว่า เป็นรองเพียงถนนของชาวโรมัน ซึ่งเป็นถนนที่ดีที่สุดในโลกโบราณเท่านั้นเชียวละครับ

ถนนและสะพานของอินคา เชื่อมต่อกันเป็นระยะทาง15,000 ไมล์ หรือ 25,000 กิโลเมตร ทำให้สามารถควบคุมผู้คนที่อยู่ในดินแดนห่างไกลได้กว่าล้านคน โดยผู้คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าในแถบเดียวกับที่พวกอินคาไปพิชิตมาได้นั่นเอง

แต่แม้จะมีถนนที่ดีขนาดนี้ ก็เพียงเพื่อรองรับการเดินทางด้วยเท้าเท่านั้นแหละครับ




เพราะชาวอินคายังไม่รู้จักใช้รถลาก หรือเกวียน พาหนะอย่างเดียวเท่าที่ทราบคือ ตัวอัลปากา (Alpaca) ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับตัวจามรี และอูฐ ที่พวกเขาใช้ขนของ โดยมีที่พักตามรายทางเป็นระยะทางเดินเท้าประมาณ 1 วัน 

ในการขยายอำนาจ แม้กองทัพอินคาส่วนใหญ่ จัดว่าเป็นกองทัพทหารเกณฑ์อย่างแท้จริง แต่ก็สามารถรบชนะชนเผ่าต่างๆ และหลังจากปีค.ศ.1437 ก็ไม่เคยรบแพ้ใคร จนกระทั่งได้พบกับทหารสเปนในปีค.ศ.1532

ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ต้องพูดว่าพวกเขา “แพ้โดยไม่มีโอกาสได้รบ” ด้วยซ้ำไปครับ

จากที่กล่าวมาแล้วอย่างคร่าวๆ ก็พอจะสรุปได้นะครับว่า อารยธรรมอินคามีความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ มากมายจนแทบไม่น่าเชื่อ นับเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้อย่างแท้จริง

แต่ประเด็นที่ยังเป็นปริศนามาจนกระทั่งทุกวันนี้ก็คือ ชาวอินคาได้รับมรดกทางวัฒนธรรมระดับสูงเหล่านี้มาจากไหน?

เพราะเมื่อตั้งนครคุซโคในประมาณค.ศ.1000 หลักฐานทางโบราณคดีก็แสดงให้เห็นว่า พวกเขามีสิ่งเหล่านี้กันอยู่แล้วอย่างแทบจะ “เต็มรูปแบบ

ไม่มีร่องรอยของการเริ่มต้น หรือพัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมือนชนชาติอื่นๆ ในโลกนี้เลยครับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสเปนมาถึงในช่วงที่จักรวรรดิแห่งนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเชาก็ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยความโลภเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง

...................................


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด